ประวัตินาฬิกา

เนื่องจากปุ๊กกี๊มีนาฬิกาเข้ามามากมายหลายแบรนด์

เลยอยากจะอัพเดตให้พี่ๆเพื่อนๆ ทราบประวัติของแต่ละแบรนด์คร่าวๆค่ะ
ต้องขอขอบคุณ wikipedia และ google สำหรับข้อมูลค่ะ 


แบรนด์ Burberry เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1856 โดย Thomas Burberry เริ่มเปิดร้านครั้งแรกที่เมือง Basingstok, Hampshire ประเทศอังกฤษ
ในปี 1870 Burberry ได้เน้นในส่วนของผลิตภัณฑ์ outdoor ต่อมาปี 1880 ได้เปิดตัว gabardine ชุดใส่ภายนอก สามารถกันน้ำได้และใส่สบาย
ถึงแม้ว่า Burberry จะเป็นชื่อตั้งต้นแต่ได้เปลี่ยนเป็น Burberrys หลังจากที่ลูกค้าทั่วโลกเริ่มรู้จักกันในนาม Burberrys of London
ปัจจุบัน Burberry มี 4 แบรนด์หลัก คือ Burberry Prorsum, Burberry London,Burberry Brit และ Burberry Sport
  • Burberry Prorsum - The most expensive of the brands. This is their luxurious, high end, runway brand.
  • Burberry London - The dressed up, more formal brand, than Brit. Cuts are usually slim and the quality is a bit more wellworked.
  • Burberry Brit - The most known brand of them all. This is the brand that Burberry is built upon. Cuts vary from slim and formal to more loose and classic.
  • Burberry Sport - A sport inspired brand, pointed more towards the youth customer.
และภายหลังได้เพิ่มอีก 2 แบรนด์สำหรับญี่ปุ่นและฮ่องกง คือ 
  • Burberry Black Label, men (in Japan & Hong Kong, 2011 only)
  • Burberry Blue Label, ladies (in Japan & Hong Kong, 2011 only)

นาฬิกา Glam Rock ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2005 ที่รัฐไมอามี่ จากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชาวอิตาเลียนและจิตวิญญาณแห่งสากลประเทศ โดย Enrico Margaritelli และ Isabelle Maujean ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Glam Rock เพื่อตอบสนองรสนิยมและพฤติกรรมของตลาดระดับหรูหรา โดยการพัฒนาวิธีการออกแบบใหม่ๆในอุตสาหกรรมนาฬิกา นั่นหมายถึงทั้งทางด้านเทคนิค ฟังชั่นของนาฬิกาและความสวยงามรวมกันเป็นนาฬิกา Glam Rock ทั้ง Enrico Margaritelli และ Isabelle Maujean มีประสบการณ์ในด้านนาฬิกามาเป็นเวลานาน ทั้งสองคนมีความคลั่งไค้ลและหลงไหลนาฬิกาจนทำให้เกิดแรงบรรดาลใจในการพัฒนานวัติกรรมและคอลเลคชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Glam Rock

สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเมืองไมอามี่ ทุกๆคอลเลคชั่นได้บรรจงสร้างสรรค์อย่างละเอียดทั้งความหรูหรา, การปรับแต่งของนาฬิกาและความงดงามของลวดลายต่างๆ ผสมกับความซับซ้อนของคุณภาพ, รสนิยมความสวยงาม แล้วซีลด้วยสัญลักษณ์ของมงกุฎและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของปรัชญารวมกันมาเป็นรูปแบบที่โดดเด่นของนาฬิกาแบรนด์ Glam Rock

Glam Rock ทำให้มั่นใจว่าการดูแลและความเอาใจใส่ของนาฬิกามากที่สุด มีระดับสูงทุกๆคอลเลคชั่น ทุกๆรายละเอียดและการออกแบบดีไซน์ 

เรื่องราวของนวัตกรรมบนข้อมือภายใต้ชื่อ Movado เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1881 โดย Mr.Achille Ditesheim และก่อตั้งโรงงานแห่งแรกใน La Chaux-de-Fonds ณ เทือกเขาจูรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งต้นกำเนิดของนาฬิกาหลากหลายแบรนด์ดัง Movado มาจากภาษา Esperanto ซึ่งมีความหมายว่า ไม่เคยหยุดนิ่ง? (always in motion) นาฬิกาแต่ละคอลเลกชั่นนั้นเป็นประดิษฐกรรมที่ตอบสนองคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนด้วยรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวล้ำอยู่เสมอ เช่นในปี 1912 Movado ได้สร้างประวัติ-ศาสตร์ด้วยการผลิตนาฬิกา Polyplan เป็นนาฬิกาที่ออกแบบโครงสร้างของตัวเรือนให้มีทรงยาว เรียวโค้งรับกับข้อมือ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเม็ดมะยมซึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง 12-นาฬิกา 

ต่อมาในปี 1926 Movado ได้ผลิตนาฬิกาพกเรือนพิเศษขึ้นในชื่อรุ่น Ermeto ทำงานด้วยกลไกระบบ ออโตเมติก ออกแบบตัวเรือนให้สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการการผลิตนาฬิกา และยังสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์เป็นอย่างมากอีกด้วย จากนั้น Movado ได้มีการพัฒนาด้านการผลิตและออกแบบนาฬิกามาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนานาฬิกาข้อมือสู่ระบบโครโนกราฟและปฏิทิน รวมทั้งการบอกเวลาข้างขึ้นข้างแรม ตลอดไปจนถึงนาฬิการะบบดิจิตอลที่สามารถบอกเวลาชั่วโมงและนาที และถัดมาในปี 1946 กับการเปิดตัวของนาฬิการะบบ Calendomatic ไขลานอัตโนมัติ นาฬิกาข้อมือที่มีระบบบอกปฏิทินอย่างเต็มรูปแบบ แสดงการทำงานของฟังก์ชันบอกวันที่ เดือน ด้วยช่องหน้าต่าง และบอกวันด้วยเข็มชี้ที่กึ่งกลางหน้าปัด จากนั้นในปี 1947 นาฬิกาเรือนประวัติศาสตร์ของ Movado ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการออกแบบของ Nathan George Horwitt นักประดิษฐ์นาฬิกาและดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกอันเลื่องชื่อด้วยสัญลักษณ์จุดกลมบนหน้าปัดซึ่งกลายเป็นที่มาของนาฬิกาในรุ่น Museum นั่นเอง นอกจาก Movado จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการนาฬิกาด้วยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอแล้ว นาฬิการุ่น Kingmatic จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีกลไกทำงานด้วยโรเตอร์ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาข้อมือระบบออโตเมติก

นาฬิกา Movado ผลิตขึ้นด้วยวัสดุคุณภาพสูงและประกอบขึ้นจากฝีมือของช่างประดิษฐ์นาฬิกาที่มีความชำนาญซึ่งสืบทอดต่อกันมายาวนาน จึงทำให้นาฬิกาทุกเรือนนั้นได้มาตรฐานการผลิตนาฬิกาสวิสอย่างแท้จริง ด้วยคุณภาพระดับสูงนี้เองจึงทำให้นาฬิกา Movado ได้เป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชั่นของพิพิธ- ภัณฑ์ต่างๆ กว่า 20 แห่งทั่วโลก และตลอดระยะนานนับศตวรรษที่ Movado ได้สร้างสรรค์ประดิษฐกรรมบนข้อมือ โดยนำเอารูปแบบอันสง่างามมาผสมผสานเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นาฬิกาในรุ่น Polyplan, Ermeto และ Kingmatic จึงกลายเป็นผลงานชิ้นพิเศษที่นักสะสมทั้งหลายทั่วโลกอยากจับจองเป็นเจ้าของ จวบจนปัจจุบันนี้ Movado ยังคงพัฒนาฝีมือและการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่นต่างๆ ต่อไปด้วยรูปแบบเรียบง่ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด และได้ขยายความมหัศจรรย์ของศิลปะการผลิตนาฬิกาด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Elliptica ในปี 2001 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิการุ่น Polyplan ซึ่งได้นำเอาศิลปะการออกแบบของตัวเรือนทรงโค้งและเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นาฬิการุ่น Elliptica มีการออกแบบตัวเรือนทรงโค้งด้วยรูปทรงคลาสสิกคล้ายเครื่องหมายคอมมา โดดเด่นด้วยการปรับตั้งเวลาของเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 12-นาฬิกา นับเป็นผลงาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและในขณะเดียวกันยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความนำสมัยในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาของ Movado ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ผลงานที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของนาฬิกา Movado ในคอลเลกชั่นต่างๆ ในด้านกลไกการทำงานภายในที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการออกแบบในสไตล์ที่ยังคงเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนั้นๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน เช่น ตำนานนาฬิกาคอลเลกชั่น Museum ซึ่งในปีนี้ยังคงมาอวดโฉมในรุ่น Museum Automatic เป็นการนำเอาความเรียบหรูของรูปทรงจากปี 1947 มาผสมผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างน่าชื่นชม และตามมาด้วยรุ่นMuseum Capelo ยกระดับความคลาสสิกของรุ่นนี้ด้วยการสร้างมิติให้กับตัวเรือนทรงกลม ออกแบบให้ตัวเรือนซ้อนกันถึง 3 ชั้นและคงความโดดเด่นบนหน้าปัดด้วยจุดกลมที่ 12-นาฬิกา นอกจากนั้นแล้วนาฬิกาในคอลเลกชั่นดังอย่างรุ่น Elliptica กลับมาสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์อีกครั้งด้วยรูปแบบใหม่กับความซับซ้อนของกลไกการทำงานที่มาเปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น คือนาฬิการุ่น Elliptica Minute Repeater โดดเด่นด้วยระบบตีระฆังบอกเวลาที่สามารถบอกเวลาด้วย 3 โทนเสียง นาฬิกาเรือนต่อมากับสมาชิกในตระกูลเดียวกันรุ่น Elliptica Reserve de Marche นาฬิกากลไกซับซ้อนที่แสดงฟังก์ชันพลังสำรองลานและไทม์โซนภายใต้ตัวเรือนเดียวกัน เป็นการแสดงถึงความเป็นหนึ่งด้านเทคโน- โลยีการผลิตอันยอดเยี่ยมได้อย่างน่าสนใจ ตบท้ายคอลเลกชั่นเด่นด้วยความแข็งแกร่งในแบบสปอร์ตของรุ่น Elliptica Chronograph กับความลงตัวของการทำงานระบบโครโนกราฟที่ควบคุมการทำงาน ด้วยปุ่มจับเวลาที่ตำแหน่ง 10 และ 2-นาฬิกาบนตัวเรือนทรงกลมสเตนเลส สตีล 

ไม่เพียงความสมบูรณ์แบบของนาฬิกาจากคอลเลกชั่นในอดีตเท่านั้น ยังมีนาฬิกาจากคอลเลกชั่น SE Denim Color ที่มาสร้าง สีสันให้กับแบรนด์อีกด้วย ซึ่งในปีนี้มากับสีใหม่ของสายผ้ายีนส์สีขาวเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีดำ หรือสายยีนส์สีดำเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาว เป็นลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความเท่ให้กับผู้สวมใส่ในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ปิดท้ายคอลเลกชั่นของปีนี้ด้วยนาฬิกาคลาสสิก รูปทรง แปลกตา ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนพิเศษที่กลับมาสร้างความแปลกใหม่อีกครั้งในรุ่น Semi Moon อวดโฉมความคลาสสิกจากปี 1914 ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเรือนรูปตัว D หน้าปัดสีงาช้างรับกับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลได้อย่าง กลมกลืน เด่นตั้งแต่สีสันตลอด ไปจนถึงคุณภาพภายใน แถม ยังไม่ทิ้งความงามอันเป็น อมตะของรูปแบบในอดีต เรียกได้ว่าสานต่อความสง่างามและความสมบูรณ์แบบของการทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ

ไหนๆก็อยากจะหา ความรู้เรื่อง ออกแบบเสื้อผ้า กันดีนัก เพราะ หากไม่เป็น เช่นนั้นไซ้ คงไม่มาอ่าน บทความเรื่องนี้ หลอก เลยขอเสนอ เรื่อง การออกแบบเสื้อผ้า ของ มาร์ก จาค็อบส์ ( Marc Jacobs ) จากสินค้าคังแบรนด์เนม เจ้า หลุยส์วิตตอง ( Louis Vuitton ) กันไปเป็นไง วันนี้
มาร์ก จาค็อบส์ นั้นเขามีความสามารถที่ ผู้เขียน babyBride บอกได้เลยว่า สุดยอดพิเศษ ด้วยสัมผัสแห่ง ความเข้าอกเข้าใจ พฤติกรรมผู้บริโภค และ เป็นนักคิดนอกกรอบ [ อ่านเรื่อง Transcendence ใน หลุยส์วิตตองกระเป๋า ลืมสูตร Maslows 2010 ] แห่งการออกแบบ โดยจิตใต้สำนึก ของความสามารถ ในการที่จะทำอะไร กันออกมาทั้งหมด คนทั่วๆไปจะต้องหามันมาสวมใส่ทั้งนั้น ไม่ว่า กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า อะไรก็ได้ที่ ผู้คนต้องการจะสวมใส่มัน รับรองขายดี ด้วยสติปัญญาของคนหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้
ในความเป็นจริง Marc Jacobs นั้นมิได้ทำเพียงสินค้ายี่ห้อ LV ( Louis Vuitton ) ที่คนไทยเรารู้จัก ของก็อปปี่กันไปทั่วบ้าน ทั่วเมือง หลายท่านควรจะต้องรู้ว่า เขายังมีแบรด์เนม ของแพงที่ดันขายดี ราคาก็ไม่ 199 บาท อยู่อีกหลายตัวเช่น Marc Jacobs และ Marc by Marc เป็นต้น ดังนั้น ในคลิป กระบวนการออกแบบสินค้าแบรนด์เนมวันนี้ babyBride ขอเสนอ ส่วน documentary ส่วนหนึ่งที่ นักออกแบบอย่างคุณ น่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ คือ การทำงานในนิวยอร์ค และ หลุยส์วิตตองของมาร์ค ซึ่งมันต่างกัน ฟ้ากับเหวเพียงไหน จะได้เตรียมใจ เป็นดีไซเนอร์กันตั้งแต่นี้ โดยมันมีหลายภาค มีเวลาก็ 6 ภาค หากจำไม่ผิด ดูไปเถอะเดี๋ยวเข้าใจ รูปแบบการทำงานนั้นคือแบบครอบครัวๆ และแบบเป็นระบบกันจริงๆ ที่ LV แล้วคุณคิดว่าอย่างไหน? มันเหมาะกับตัวเราและเราแฮปปี่ที่จะอยู่ตรงนั้นได้ แบบไหนไปได้นาน ไปได้ตลอด?

GUESS WATCHES ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นชั้นนำของโลก จัดจำหน่ายโดย Callanen International เมื่อปี 1984 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง คอนเนคติกัต ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตสินค้าแฟชั่นและจัดจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำระดับสากล ตราผลิตภัณฑ์ของ GUESS เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก จากการสำรวจประชามติ และการทำวิจัยของแบรนด์ในปี 2004 " GUESS" เป็นแบรนด์ที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกจากการเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตในอุตสาหกรรมสินค้าแฟชั่น จึงได้มีการผลิต GUESS WATCHES ขี้น

ดอนนา คาราน ทำงานขายเสื้อผ้าอยู่ถึง 4 ปี เธอก็ได้พบกับ มาร์ค คาราน (Mark Karan) จึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา ทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อว่า กาเบรียลล์ (Gabrielle) ตามชื่อของกาเบรียลล์ ชาแนล (Gabrielle Chanel) ดีไซเนอร์ชื่อดังที่เป้นความฝันของเธอ ปี ค.ศ.1968 ในที่สุดเธอก็ได้ข่าวดีเมื่องานออกแบบของเธอได้รับการตอบรับจากห้องเสื้อของ แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) แต่เพียงไม่กี่เดือน เธอก็ต้องเดินออกมาจาก แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) แต่เพียงไม่กี่เดือน เธอก็ต้องเดินออกมาจาก แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) เนื่องจากความดื้อรั้นหัวแข็งของเธอเอง ดอนนา คาราน ไปทำงานต่อกับ แพ็ตตี แคปปาลลี (Patti Cappalli) ผู้เป็นเจ้าของตราเสื้อผ้าชื่อ แอดเดนดา (Addenda) ซึ่งที่นี่ คาราน กล่าวว่าได้ให้อะไรกับเธอมากมายในการมอบประสบการณ์การทำงานในวงการเสื้อผ้าอย่างแท้จริงที่เธอไม่เคยได้จากที่ใดมาก่อน

กระทั่งในปี ค.ศ.1974 ที่ แอนน์ ไคลน์ ต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ดอนนา คาราน จึงสามารถมีโอกาสขึนมาโด่งดังได้อย่างแท้จริงเมื่อเธอกุมบังเหียนการออกแบบให้กับแอนน์ ไคลน์ โดยทำงานกับเพื่อนนักศึกษาเมื่อครั้งที่เรียนออกแบบที่พาร์สันด้วยกันที่มาอยู่ที่ แอนน์ ไคล์น นี้ด้วยอีกคนหนึ่ง คือ เดลล์ โอดิโอ (Dell Olio) จากการเข้ามาบริหารงานออกแบบของทั้งสอง แอนน์ ไคลน์ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ถึงแม้จะไม่มีเจ้าของตราสินค้าตัวจริงอยู่แล้วก็ตาม จนกระทั่งแอนน์ ไคลน์ สามารถคว้ายอดกำไรจากการขายได้อย่างงดงาม และเป็นตราสินค้าที่มีชื่อเสียงทางด้านชุดกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาตราหนึ่ง

ปี ค.ศ. 1983 ดอนนา คาราน แต่งงานใหม่กับนักประติมากรรมคนหนึ่งซึ่งอายุน้อยกว่าเธอ คือ สเตฟาน ไวสส์ (Stephan Weiss) หลังจากอย่าขาดจากสามี โดยที่เธอได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตรสาว แก็บบี ของเธอไว้ สเตฟาน ไวสส์ นั้นภายหลังมีส่วนอย่างมากในความช่วยเหลือด้านสร้างสรรค์ให้กับ ดอนนา คาราน และยังเข้ามาช่วยในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเธออีกด้วย

ดอนนา คาราน เป็นหัวหน้าดีไซเนอร์ที่ แอนน์ ไคลน์ อยู่อย่างยาวนานจนกระทั่งถึงปีค.ศ.1984 โดยสร้างชื่อเสียงเป็นดีไซเนอร์ที่มีรูปแบบการออกแบบที่เน้นในความอิสระและพลิ้วไหวในเสื้อผ้าของเธอ ในระหว่างที่อยู่กับ แอนน์ ไคลน์นั้น คาราน ก็ยังได้รับรางวัลจากษมาคมนักข่าวแฟชั่น โคตี อะวอร์ต (Coty American Fashion Critics Awards) รางวัลสำหรับดีไซเนอร์ยอดเยี่ยมในสหรัฐอเมริกาถึง 4 ครั้ง คือ ในปี ค.ศ.1977, ค.ศ.1981, ค.ศ.1984 และ ค.ศ.1985

ไม่เพียงแต่โคตรี อะวอร์ดเท่านั้นที่ คารานได้รับ คาราน ยังได้รับรางวัลจาก สถาบันผู้ออกแบบแฟชั่นแห่งอเมริกา (Council of Fashion Designers of America : CFDA) รางวัลดีไซเนอร์แห่งปีถึง 4ครั้ง ด้วยเช่นกัน คือ ในปีค.ศ.1985, ค.ศ.1986, ค.ศ.1990 และค.ศ.1992 กระทั่งในปี ค.ศ.1985 คารานจึงตัดสินใจวางมือจาก แอนน์ ไคลน์ออกมาก่อตั้งกิจการของตนเองบ้าง คารานให้ชื่อตราสินค้าของเธอว่า ดอนนา คาราน นิวยอร์ก (Donna Karan New York :DKNY)

Hugo Boss เริ่มการธุรกิจขายเสื้อผ้า ตั้งแต่ปี 1924 ที่ Metzingen แต่เนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องล้มละลาย ต่อมาในปี 1931 เขาได้เริ่มต้นใหม่ด้วยเครื่องจักรเย็บผ้าเพียง 6 เครื่อง ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 38,260 RM ในปี 1932 จนมากถึง 3,300,000 ในปี 1941 สาเหตุเนื่องด้วยมาจาก Hugo เป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าให้กับทางนาซีในปี 1934 และ 1935 เพื่อให้ได้กำลังผลิตปริมาณมาก Hugo ได้ใช้นักโทษ 40 คนและคนพื้นเมืองอีก 150 คนร่วมกันเพื่อผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของกองทัพ

ปี 1946 เนื่องจากการสนับสนุนให้กับกองทัพนาซี Hugo ถูกปรับเงินจำนวนมากถึง 100,000 marks ต่อมา Hugo เสียชีวิตในปี 1948 แต่ธุรกิจของเขายังคงดำเนินต่อ

ปัจจุบัน HUGO BOSS มี 2 แบรนด์หลัก คือ HUGO และ BOSS
  • Boss Black. Menswear (1970), womenswear (2000). Modern classic clothing which is more widely distributed than other lines, and has the broadest product range.
  • Boss Orange. Menswear (1999), womenswear (2005). Originally quirky styling, with bohemian influences, this line was relaunched in 2010 as denim based casual wear.
  • Boss Selection. Menswear (2003). Higher priced clothing aimed at a more mature market, with emphasis on English tailoring styles.
  • Boss Green. Menswear (2003), womenswear (2010). Previously known as Boss Sport, was relaunched in 2003 as a golf-style active wear collection.
  • Hugo. Menswear (1993), womenswear (1998). Fashion forward styling, with a more European look, and sometimes androgynous models.

แล้วเดี๋ยวจะมาอัพเดตเพิ่มเติมให้นะค่ะ