ปัจจุบันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระเป๋าสัญชาติอเมริกันอย่าง “Coach”  กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ”สไตล์อเมริกันคลาสสิก” ด้วยวัสดุและกระบวนการผลิตที่ถูกคัดสรรอย่างประณีต  อีกทั้งราคาที่ไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของกระเป๋า จึงมีหนุ่มสาวหลายคนหลงรักและทำให้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยมี Collection มากมาย อาทิเช่น

THE BLEECKER COLLECTION
คอลเลกชั่น Bleecker มีรูปลักษณ์ดิบเท่แต่เรียบง่าย โดยใน Spring นี้ กลับมาพร้อมรูปทรงใหม่ ได้แก่ กระเป๋า Pebbled Cabin Bag ส่วนรูปแบบลาย Debossed Stripe ยังคงมีให้ชื่นชมอย่างต่อเนื่องในซีซั่นนี้พร้อมทั้งการผสมผสานเฉดสีใหม่ๆ กระเป๋า Bleecker Debossed Stripe Duffle และ Debossed Stripe Tote ได้รับการอัพเดทในเฉดสี navy/ocean/sand เช่นเดียวกับแอ็คเซสเซอรี่หนังชิ้นเล็กที่มีสีสันใหม่ๆ ได้แก่ Bleecker Debossed Stripe Accordion Wallet และ Coin Wallet นอกจากนี้กระเป๋ารูปทรงไอคอนนิครุ่นยอดนิยมอย่าง Bleecker Legacy Weekend Tote ที่ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยหนัง glove-tanned คุณภาพสูง อัพเดทสีสันใหม่ในเฉดสีฟ้า ocean และสีเขียว lime

ส่วนในกลุ่มของกระเป๋า Bleecker Tough Canvas ทำจากผ้าแคนวาสระดับพรีเมี่ยม โดยนำเนื้อผ้าคุณภาพสูงและทนทานมาประยุกต์เข้ากับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม หุ้มขอบหนังคลาสสิกทนทานแบบเชือกบังเหียนม้าและตกแต่งภายนอกด้วย turnlock ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ COACH เช่น กระเป๋า Bleecker City Canvas ที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดูเท่ห์ เนี้ยบ หรือสีสันสไตล์คัลเลอร์บล็อกแบบ Bleecker City Tote นอกจากนี้กระเป๋า Bleecker Canvas Tote กลับมาในซีซั่นนี้พร้อมทั้งอัพเดท หูหิ้วแบบถักอย่างประณีต ที่เป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยม เช่นเดียวกับ Woven Market Bag ที่นำเอกลักษณ์การใช้หนังถักอันโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งแบบผู้ชายแต่มีเท็กซ์เจอร์ที่โดดเด่นสะดุดตา

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Bleecker Signature แคนวาสเคลือบเงา เย็บตกแต่งขอบหนังเพื่อรูปลักษณ์แบบ masculine และเพิ่มไฮไลต์เด่นให้กับรูปทรงหลักในคอลเลกชั่นนี้ ซึ่งมีทั้งกระเป๋า Bleecker Signature Messenger ,Map bag และ Monogram Tote รุ่นใหม่ซึ่งมีรูปทรงกะทัดรัด และกระเป๋า Boston Bag รุ่นยอดนิยม

THE LEGACY COLLECTION
คอลเลกชั่น Legacy ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสไตล์ไอคอนนิคจาก COACH Archives โดย Legacy กลับมาภายใต้แนวคิดใหม่ ชื่อ Legacy Archival Series ที่นำการตัดเย็บหนังแบบซ่อนตะเข็บมาใช้ รวมไปถึงฮาร์ดแวร์ตกแต่งแบบเฉพาะที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังสำหรับสุภาพบุรุษของ COACH มีความโดดเด่นมาตั้งแต่ปี 1960-1970 ได้แก่ Legacy Archival Suitcase ที่มีรูปทรงเช่นเดียวกับรุ่นที่ผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1963 และกระเป๋า Legacy Archival Twill Flap Commuter ที่ได้รับความนิยมและผลิตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับกระเป๋า Legacy Archival Twill Messenger

THE THOMPSON COLLECTION
คอลเลกชั่น Thompson เป็นโมเดิร์นไลน์ที่ใช้มินิมัลฮาร์ดแวร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ COACH โดยจับคู่กับหนังเนื้อละเอียดน้ำหนักเบา ทำให้คอลเลกชั่น Thompson มีความทันสมัยและเป็นที่ต้องการของลูกค้าผู้มีสไตล์ ในซีซั่นนี้นำสีคัลเลอร์บล็อกกิ้งใหม่ล่าสุดอย่างน้ำตาลเข้ม Havana/น้ำตาลแดง Persimmon และคู่สีน้ำเงิน Navy/เขียว Clover มาผสมผสานกับสไตล์ อันโดดเด่นในกระเป๋า Thompson Folder Tote ส่วนกระเป๋า Thompson City Pack อัพเดทโทนสีสดใหม่อย่างเขียว clover, น้ำเงิน royal blue และเทา pewter สร้างความโดดเด่นสะดุดตาแต่ยังคงเข้ากับหนังสีมะฮอกกานีได้อย่างลงตัว

NOVELTY ACCESSORIES

ซีซั่นนี้ ในคอลเลกชั่นนี้ สำหรับสุภาพบุรุษได้นำเสนอไอเท็มชิ้นเล็กๆ ที่หรูหราโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับสำหรับ gadget หรือจะเป็นของตกแต่งบนโต๊ะทำงาน ไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับการท่องเที่ยวและกีฬา

กระเป๋าBleecker Leather Nubuck Pencil Case , กระเป๋า Colorblock Canvas Travel Wallet รวมไปถึง Valet Tray ออกแบบและตัดเย็บมาอย่างประณีตด้วยหนัง Heritage Buck ซึ่งเป็นหนัง glove-tanned เนื้อนุ่ม นอกจากนี้ กระเป๋า Bleecker Leather Dopp Kit อัพเดทใหม่ใช้หนังนุ่มแบบมีเท็กซ์เจอร์พร้อมสีสันสดใสอย่าง Turquoise และ สี Royal blue เพิ่มความโดดเด่นให้กับของชิ้นเล็กๆ สำหรับใช้ที่บ้านหรือเวลาเดินทาง ในส่วนของแอ็คเซสเซอร์รี่สำหรับอุปกรณ์ไอทีใหม่ๆ เช่น Molded iPhone Case และ Molded iPad Case ตัดเย็บสวยงามด้วยหนัง glove-tanned แบบเรียบและทนทาน ย้อมเฉดสีใหม่ของซีซั่นนี้ หรือซองใส่นามบัตร Colorblock Cardcase ทำจากหนังเนื้อดี ทนทาน ผสานกับเส้นโค้งเว้าและสีสันสดใส จึงทำให้สามารถพกนามบัตรอย่างมีสไตล์ได้ง่ายๆ ในขณะเดียวกันกระเป๋า Legacy Suede Stripe Envelope ขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับจัดเก็บเอกสารสำคัญมีเฉดสีใหม่ๆ มาให้ชื่นชม นอกจากนี้ยังมี Turn Back & Billet Belt และ Flat Tubular Braided Belt เพิ่มความสดใสให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยสี bonfire และ clover ในขณะที่หมวก Packable Straw Fedora สีสันสดใส สามารถพกพาใส่กระเป๋าเดินทางได้สะดวก ส่วน Colorblock Baseball Glove เฉลิมฉลองประวัติความเป็นมาอันยาวนานและทรงคุณค่าด้วยรูปแบบใหม่ของถุงมือเบสบอล ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Glove Tanned Cowhide ในช่วงต้นปี 1950 อัพเดทเพิ่มสีขาว สีฟ้า สีเขียวและสีเหลือง ปิดท้ายด้วย Bleecker Leather Wrapped Tivoli Radio ที่ผสาน state-of-the-art แห่งเทคโนโลยี และหนัง glove-tanned คุณภาพสูงเข้าด้วยกัน

 

credit praew.com

ห้ามพลาด!! นาฬิกาสวยเด่น Glam Rock SoBe ซัมเมอร์นี้จะไม่มีทางสมบูรณ์แบบไปได้ หากปราศจากการสวม SoBe  โดยชื่อของคอลเลคชั่นนี้ย่อมาจาก South Beach in Miami หรือ หาดตอนใต้ใน Miami นาฬิกาข้อมือไอเดียสุดชิก ผลงานท็อปฟอร์มล่าสุดจากแบรนด์ Glam Rock ที่กำลังร้อนแรงระบาดในทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นดารา Hollywood หรือดาราบ้านเราก็ต้องมีติดตัวไว้คนละเรือนสองเรือน ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ที่เปรี้ยวล้ำโดนใจ กอปรกับฟังก์ชั่นใหม่แสนสนุกที่เรียกว่า “Just Click” ซึ่งทำให้คุณเปลี่ยนสี เปลี่ยนสไตล์ของนาฬิกาได้ไม่มีเบื่อ ได้ทุกเวลาเพียงใช้นิ้วคลิกก็สามารถเปลี่ยนกรอบ เปลี่ยนสาย และเปลี่ยนอารมณ์ความสนุกได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย เพราะในทุกแพคเกจจิ้งจะบรรจุมาพร้อมกรอบหน้าปัดให้เลือกสลับปรับเปลี่ยนถึง 3 ชิ้น จึงเหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการหนีภาพซ้ำและความจำเจในชีวิตประจำวันใช้

นอกจากนี้ ยังมีรุ่น SoBe Tech สำหรับคุณผู้ชาย และ SoBe Tachymeter ซึ่งเป็นนาฬิกา Unisex ใส่ได้ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย

พบกับสองรุ่นนี้ที่ HisoOutlet ได้เร็วๆนี้ๆ

ประวัติความเป็นมา

Coach ก่อตั้งขึ้นในปี 1941 เป็นการธุรกิจในครอบครัวที่แมนฮัตตัน และมีช่างทำเครื่องหนังฝีมือดีหกคน ที่ใช้เทคนิคและทักษะพิเศษถ่ายทอดลงมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยกลุ่มของลูกค้าของ Coach คือผู้บริโภคที่ที่สรรหาสินค้าคุณภาพ

ตอนนี้ Coach ได้ขยายตัวกว่าเดิมมาก Coach ยังคงรักษามาตรฐานสูงสุดสำหรับวัสดุและฝีมือ กำลังทำงานของ Coach ที่ยอดเยี่ยมยังคงมุ่งมั่นที่จะระมัดระวังการส่งเสริมคุณภาพและความซื่อสัตย์ บริษัท Coach เชื่อความสำคัญของแบรนด์ Coach รวมกันเป็นเอกลักษณ์ของทัศนคติอเมริกันของเราเป็นต้นฉบับและการออกแบบที่ถ่ายทอดลงมาของเครื่องหนังที่ดีและผ้าที่กำหนดเองที่มีคุณภาพที่เหนือและความทนทานกว่าผู้ผลิตรายอื่น และความมุ่งมั่นของเราที่จะให้บริการลูกค้า

 

กระเป๋า Coach แบรนด์สัญชาติอเมริกัน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโค้ชได้กลายเป็นนักออกแบบระดับแนวหน้าของอเมริกา และยังเป็นผู้ผลิต นักการตลาดของอุปกรณ์ที่ดีและของขวัญสำหรับผู้หญิงและผู้ชายรวมทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าผู้ชาย กระเป๋าผู้หญิง และผู้ชายเครื่องหนังขนาดเล็กวันหยุดสุดสัปดาห์และอุปกรณ์การเดินทาง, รองเท้า, นาฬิกา, แจ๊กเก็ต, ผ้าพันคอ , น้ำหอมและเครื่องประดับ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของหมวดหมู่ใหม่ได้จัดตั้งขึ้นรูปแบบลายเซ็นและตัวตนที่โดดเด่นของแบรนด์ Coach ร่วมกับพันธมิตรของเรา เรายังมีนาฬิการองเท้าแว่นตาและกลิ่นหอมแบกชื่อแบรนด์โค้ชในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีก

 

การเติบโตของบริษัท

กลยุทธ์การกระจายของ Coach มีหลายช่องทาง วันที่ 30 มิถุนายน 2012, Coach มีมากกว่า 500 ร้านค้าโค้ชในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้และกว่า 300 ร้านค้าที่ประเทศญี่ปุ่น, จีน, สิงคโปร์และไต้หวัน และกำลังเปิดสาขาในประเทศมาเลเซียและเกาหลีใต้ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2012 นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีกของ บริษัท โดยตรงโค้ชยังได้สร้างสถานะที่แข็งแกร่งทั่วโลกผ่านทางบูติกที่ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านค้าปลีกในทวีปอเมริกาเหนือและผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ดำเนินการในทวีปเอเชียยุโรปและละตินอเมริกา นอกจากนี้ในปี 1999 Coach เปิดร้านค้าออนไลน์ที่ www.coach.com ซึ่งมีเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น

 

บริษัท Coach ในอนาคต

Coach ยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดีที่สุดได้รับการยอมรับในทวีปอเมริกาเหนือ ในระยะยาวแผนกลยุทธ์คือการเพิ่มสาขาและลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ผ่านทางธุรกิจที่ดำเนินการโดยตรงของ บริษัท ในประเทศญี่ปุ่น, จีน, สิงคโปร์, ไต้หวัน, มาเลเซียและเกาหลีใต้ บริษัทจะใช้ประโยชน์จากการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษากลยุทธ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ และโครงสร้างให้ Coach สามารถควบคุมการกระจายตลาดในเอเชียให้สมบูรณ์แบบ

 

Coach สำนักงานใหญ่ของ บริษัท อยู่ในใจกลางเมืองแมนฮัตตันบนถนน 34 ในสถานที่ตั้งของโรงงานเดิมล็อฟท์ของเรา  Coach เป็นบริษัท ที่มีหุ้นซื้อขายที่ระบุไว้ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กซึ่งมีการซื้อขายภายใต้สัญลักษณ์ COH และตราสารโค้ชของฮ่องกง Depositary Receipt มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง จำกัด ภายใต้สัญลักษณ์ 6388

หากสนใจชมผลิตภัณฑ์ Coach สามารถชมได้ที่นี่ กระเป๋า Coach

 

ที่มา http://www.coach.com/online/handbags/genWCM-10551-10051-en-/Coach_US/CompanyInformation/InvestorRelations/CompanyProfile

แปลและเรียบเรียง www.usbrandsale.com

 

             ปัจจุบันสาวๆที่กำลังมองหากระเป๋าสักใบ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องนึกถึง กระเป๋าสวยสัญชาติ อเมริกัน ภายใต้แบรนด์ "Coach" ที่กำลังได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในหลายๆประเทศ เนื่องจากกระเป๋า "Coach" 

            มีความโดดเด่น ด้วยวัสดุที่ถูกคัดสรรคมาอย่างปราณีต รวมถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะกับทุกสถานการณ์ และทุกวัย ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหนก็ตาม อีกทั้งราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ทำให้สาวหลายๆคนคิดที่จะเลือกใช้กระเป๋า "Coach" ใบสวยๆมาครอบครอง

กว่าจะเป็น Coach

            Coach ก่อตั้งขึ้นในปี 1941 ที่ New York ในฐานะหุ้นส่วน และเริ่มจากการเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีช่างทำเครื่องหนังแค่ 6 คน ที่ทำเครื่องหนังขนาดเล็กเช่นกระเป๋าสตางค์และกระเป๋าถือ ในปี 1946, Miles Cahn และภรรยาของเขา Lillian ร่วมงานกับ บริษัท กิโลเมตรและ Lillian คาห์นมีเจ้าของหนังกระเป๋าธุรกิจการผลิตและมีความรู้เกี่ยวกับ leatherworks และธุรกิจ โดยปี 1950 Cahn ได้เข้าtake overและทำหน้าที่ดูแลกิจการทั้งหมด

ในปี 1960, Cahn ได้ยึดเอาคุณสมบัติที่โดดเด่นของหนังที่ใช้ทำถุงมือเบสบอล ใช้วิธีการสวมใส่และมีการขัดสี, หนังในถุงมือกลายเป็นนุ่มและอ่อนนุ่ม ตามรูปแบบนี้ Cahn วางแผนวิธีการทำของเครื่องหนังที่จะทำให้มันแข็งแรงนุ่มมีความยืดหยุ่นและกระชับลึกในสี และดูดซึมสีย้อมได้ดี

จากข้อเสนอแนะ Lillian ภรรยาของเขา จำนวนกระเป๋าถือสตรีได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมการผลิตกระเป๋าสตางค์แบบ low-margin ช่วยสร้างชื่อให้ “COACH”เป็นแบรนด์ที่ทำกระเป๋าหนังที่ทนทาน

เพียงหนึ่งปีต่อมาในปี 1961 เกล์ บริษัทผลิตภัณฑ์เครื่องหนังได้ก่อตั้งขึ้น ในปี 1960 คานได้รับการว่าจ้าง Bonnie Cashin ในการทำงานสำหรับ“COACH” Cashin เป็นนักออกแบบแฟชั่นที่รู้จักกันดีก่อนที่จะมาร่วมงานกับ“COACH” พิสูจน์ให้เห็นว่าBonnie Cashin เป็น business alliances ที่ดี

Cashin ทำงานให้กับ “COACH” จาก 1962 จนถึงปี 1974 และเป็นการปฏิวัติการออกแบบผลิตภัณฑ์ของพวกเขาหรือเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ริเริ่มเธอก่อตั้งรวมของกระเป๋าด้านข้างกระเป๋าใส่เหรียญและสีที่สดใส (ตรงข้ามกับสีปกติของสีน้ำตาล ) Cashin ได้ทำการออกแบบสินค้าที่หลายหลายทั้งรองเท้า, ปากกา, และแว่นตาและเพิ่มเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้สัญลักษณ์ silver toggle ที่กลายมาเป็นLOGO ของ brand “COACH” ทำให้เป็นที่จดจำอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

 

สำหรับวิธีการดูกระเป๋า Coach ของแท้สามารถชมได้ที่นี่

http://www.usbrandsale.com/blogs/news/6523151-coach

เผื่อท่านใดกำลังจะซื้อนาฬิกา ปุ๊กกี๊เลยทำรายละเอียดไว้ให้อ่านคร่าวๆค่ะค่ะ

วัสดุ
ตัวเรือน [Case] : Stainless Steel, Ceramic, Polycarbonate
สาย [Bracelet] : Stainless Steel, Ceramic, Silicone, Polycarbonate, Leather

Stainless Steel ทน เป็นรอยขนแมวง่ายแต่สามารถขัดให้เงาเหมือนเดิมได้
Ceramic ไม่เป็นรอยเลย แต่มีข้อเสียคือจะหนักกว่าปกติและถ้ากระแทกแรงมากจะแตกได้
Silicone สายซิลิโคน เหมาะกับใส่ออกกำลังกาย น้ำหนักเบา ทนเหงื่อ ล้างทำความสะอาดได้
Polycarbonate พลาสติก น้ำหนักเบา ใส่สบาย
Leather สายหนัง ใส่นุ่มสบาย สำหรับคนมีเหงื่อเยอะ อาจจะต้องเปลี่ยนสายใหม่เมื่อใช้ไป 3-4 ปี

เพศ [Gender] : ชาย, หญิง, Unisex (ได้ทั้งชายและหญิง)

เครื่อง [Movement]: Quartz, Automatic, Mechanic
Quartz ใส่ถ่าน ใช้ได้ประมาณ 1-2 ปี <- นาฬิากส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ค่ะ
Automatic ไม่ต้องใช้ถ่าน มันจะมีถาดด้านหลังนาฬิกาเวลาขยับข้อมือจะเก็บพลังงานไว้ได้ ถ้าไม่ได้ใช้จะหยุดเดินค่ะ ถ้าใช้ทุกวันก็ไม่มีปัญหาค่ะ สำหรับคนที่ใช้บางวัน แนะนำให้หา Watch Winder ค่ะ
Automatic Self-Winding เหมือนแบบด้านบน แต่สามารถไขลานสะสมพลังงานเองได้ด้วย
Mechanic แบบไขลาน ต้องไขลานเอง ไม่ค่อยเจอนาฬิกาลักษณะนี้แล้วค่ะ

จุดเด่น
Diamond, Crystal, Pearl
พวกคริสตัล วิ้งๆที่หน้าปัด บางเรือจะเป็นเพชรแท้ บางเรือนเป็นคริสตัลธรรมดา ปุ๊กกี๊จะมีบอกไว้ค่ะ
ส่วนหน้าปัด Pearl ก็จะมองเห็นเป็นพรายน้ำ ดูสวยหรูค่ะ

Made in
นาฬิกาที่เขียนที่หน้าปัดว่า Swiss Made จะผลิตที่สวิสค่ะ จะอยู่ในแบรนด์แพงๆ เพราะถือว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดนาฬิกาและมีคุณภาพที่ดีกว่าค่ะ
ส่วนถ้าเป็น Swiss Quartz จะหมายถึงเครื่องของนาฬิกาผลิตที่สวิส ส่วนตัวเรือนผลิตที่อื่นค่ะ

ขนาดหน้าปัด [Case Diameter]
ของผู้หญิงใส่ได้หมดค่ะ แล้วแต่ชอบขนาดไหน และเทรนด์แบบไหน
ส่วนผู้ชาย ถ้า Boy Size จะประมาณ 36-38mm ส่วนไซส์ปกติก็ 40-44mm
เกินกว่านั้นจะเป็น Oversize แล้วแต่ชอบค่ะ


ผิดพลาดประการใดบอกได้เลยค่ะ หรือสงสัยตรงไหนถามได้เลยนะค้าาา

ทางร้าน HisoOutlet ซื้อนาฬิกาจากทาง Authorize Dealers ที่ USA เองทุกเรือน

รับรองได้เลยค่ะ ว่าไม่มีการซื้อจาก Ebay หรือ Grey Market ใดๆ
โดยลูกค้าสามารถเช็คสินค้าที่ Shop ไทยได้เลยว่าแท้ 100% ค่ะ

กรณีสินค้ามีปัญหาจากการจัดส่ง ต้องติดต่อร้านภายใน 1 วันหลังจากได้รับสินค้าค่ะ
หากเกินกว่ากำหนด ลูกค้าจะต้องนำนาฬิกาไปรับบริการที่ Shop เองค่ะ

ส่วนเรื่องการรับประกัน ขึ้นกับเงื่อนไขที่ทาง Authorize Dealers นั้นๆ กำหนดค่ะ
บางยี่ห้อจะเป็น USA Warranty (เคลมได้เฉพาะที่ USA)
บางยี่ห้อก็จะเป็น International Warranty (เคลมได้ทั่วโลก ตามที่ระบุในคู่มือ)
บางยี่ห้อถ้าซื้อในปริมาณมากจะต้องซื้อแบบ Final Sale ซึ่งหมายถึงไม่สามารถเปลี่ยน คืน และเคลมประกันได้ค่ะ
ในกรณีนี้หากมีปัญหาสามารถเข้าศูนย์ได้แต่มีค่าใช้จ่าย ตามแต่อาการค่ะ
ถ้ายี่ห้อที่ยังไม่มีศูนย์ในไทย ก็สามารถซ่อมตามร้านนาฬิกาทั่วไปได้ค่ะ
 
ปุ๊กกี๊ขอแจกแจงรายละเอียดการรับประกันไว้ดังนี้ค่ะ
รายละเอียดอ้างอิงจากคู่มือนาฬิกา หรือดูได้ที่ http://www.mgiservice.com/
 
หากมีอะไรสงสัยหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่ love_pookie18@hotmail.com
 

เนื่องจากปุ๊กกี๊มีนาฬิกาเข้ามามากมายหลายแบรนด์

เลยอยากจะอัพเดตให้พี่ๆเพื่อนๆ ทราบประวัติของแต่ละแบรนด์คร่าวๆค่ะ
ต้องขอขอบคุณ wikipedia และ google สำหรับข้อมูลค่ะ 


แบรนด์ Burberry เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1856 โดย Thomas Burberry เริ่มเปิดร้านครั้งแรกที่เมือง Basingstok, Hampshire ประเทศอังกฤษ
ในปี 1870 Burberry ได้เน้นในส่วนของผลิตภัณฑ์ outdoor ต่อมาปี 1880 ได้เปิดตัว gabardine ชุดใส่ภายนอก สามารถกันน้ำได้และใส่สบาย
ถึงแม้ว่า Burberry จะเป็นชื่อตั้งต้นแต่ได้เปลี่ยนเป็น Burberrys หลังจากที่ลูกค้าทั่วโลกเริ่มรู้จักกันในนาม Burberrys of London
ปัจจุบัน Burberry มี 4 แบรนด์หลัก คือ Burberry Prorsum, Burberry London,Burberry Brit และ Burberry Sport
  • Burberry Prorsum - The most expensive of the brands. This is their luxurious, high end, runway brand.
  • Burberry London - The dressed up, more formal brand, than Brit. Cuts are usually slim and the quality is a bit more wellworked.
  • Burberry Brit - The most known brand of them all. This is the brand that Burberry is built upon. Cuts vary from slim and formal to more loose and classic.
  • Burberry Sport - A sport inspired brand, pointed more towards the youth customer.
และภายหลังได้เพิ่มอีก 2 แบรนด์สำหรับญี่ปุ่นและฮ่องกง คือ 
  • Burberry Black Label, men (in Japan & Hong Kong, 2011 only)
  • Burberry Blue Label, ladies (in Japan & Hong Kong, 2011 only)

นาฬิกา Glam Rock ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2005 ที่รัฐไมอามี่ จากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชาวอิตาเลียนและจิตวิญญาณแห่งสากลประเทศ โดย Enrico Margaritelli และ Isabelle Maujean ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Glam Rock เพื่อตอบสนองรสนิยมและพฤติกรรมของตลาดระดับหรูหรา โดยการพัฒนาวิธีการออกแบบใหม่ๆในอุตสาหกรรมนาฬิกา นั่นหมายถึงทั้งทางด้านเทคนิค ฟังชั่นของนาฬิกาและความสวยงามรวมกันเป็นนาฬิกา Glam Rock ทั้ง Enrico Margaritelli และ Isabelle Maujean มีประสบการณ์ในด้านนาฬิกามาเป็นเวลานาน ทั้งสองคนมีความคลั่งไค้ลและหลงไหลนาฬิกาจนทำให้เกิดแรงบรรดาลใจในการพัฒนานวัติกรรมและคอลเลคชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Glam Rock

สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเมืองไมอามี่ ทุกๆคอลเลคชั่นได้บรรจงสร้างสรรค์อย่างละเอียดทั้งความหรูหรา, การปรับแต่งของนาฬิกาและความงดงามของลวดลายต่างๆ ผสมกับความซับซ้อนของคุณภาพ, รสนิยมความสวยงาม แล้วซีลด้วยสัญลักษณ์ของมงกุฎและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของปรัชญารวมกันมาเป็นรูปแบบที่โดดเด่นของนาฬิกาแบรนด์ Glam Rock

Glam Rock ทำให้มั่นใจว่าการดูแลและความเอาใจใส่ของนาฬิกามากที่สุด มีระดับสูงทุกๆคอลเลคชั่น ทุกๆรายละเอียดและการออกแบบดีไซน์ 

เรื่องราวของนวัตกรรมบนข้อมือภายใต้ชื่อ Movado เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1881 โดย Mr.Achille Ditesheim และก่อตั้งโรงงานแห่งแรกใน La Chaux-de-Fonds ณ เทือกเขาจูรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งต้นกำเนิดของนาฬิกาหลากหลายแบรนด์ดัง Movado มาจากภาษา Esperanto ซึ่งมีความหมายว่า ไม่เคยหยุดนิ่ง? (always in motion) นาฬิกาแต่ละคอลเลกชั่นนั้นเป็นประดิษฐกรรมที่ตอบสนองคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนด้วยรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวล้ำอยู่เสมอ เช่นในปี 1912 Movado ได้สร้างประวัติ-ศาสตร์ด้วยการผลิตนาฬิกา Polyplan เป็นนาฬิกาที่ออกแบบโครงสร้างของตัวเรือนให้มีทรงยาว เรียวโค้งรับกับข้อมือ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเม็ดมะยมซึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง 12-นาฬิกา 

ต่อมาในปี 1926 Movado ได้ผลิตนาฬิกาพกเรือนพิเศษขึ้นในชื่อรุ่น Ermeto ทำงานด้วยกลไกระบบ ออโตเมติก ออกแบบตัวเรือนให้สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการการผลิตนาฬิกา และยังสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์เป็นอย่างมากอีกด้วย จากนั้น Movado ได้มีการพัฒนาด้านการผลิตและออกแบบนาฬิกามาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนานาฬิกาข้อมือสู่ระบบโครโนกราฟและปฏิทิน รวมทั้งการบอกเวลาข้างขึ้นข้างแรม ตลอดไปจนถึงนาฬิการะบบดิจิตอลที่สามารถบอกเวลาชั่วโมงและนาที และถัดมาในปี 1946 กับการเปิดตัวของนาฬิการะบบ Calendomatic ไขลานอัตโนมัติ นาฬิกาข้อมือที่มีระบบบอกปฏิทินอย่างเต็มรูปแบบ แสดงการทำงานของฟังก์ชันบอกวันที่ เดือน ด้วยช่องหน้าต่าง และบอกวันด้วยเข็มชี้ที่กึ่งกลางหน้าปัด จากนั้นในปี 1947 นาฬิกาเรือนประวัติศาสตร์ของ Movado ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการออกแบบของ Nathan George Horwitt นักประดิษฐ์นาฬิกาและดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกอันเลื่องชื่อด้วยสัญลักษณ์จุดกลมบนหน้าปัดซึ่งกลายเป็นที่มาของนาฬิกาในรุ่น Museum นั่นเอง นอกจาก Movado จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการนาฬิกาด้วยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอแล้ว นาฬิการุ่น Kingmatic จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีกลไกทำงานด้วยโรเตอร์ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาข้อมือระบบออโตเมติก

นาฬิกา Movado ผลิตขึ้นด้วยวัสดุคุณภาพสูงและประกอบขึ้นจากฝีมือของช่างประดิษฐ์นาฬิกาที่มีความชำนาญซึ่งสืบทอดต่อกันมายาวนาน จึงทำให้นาฬิกาทุกเรือนนั้นได้มาตรฐานการผลิตนาฬิกาสวิสอย่างแท้จริง ด้วยคุณภาพระดับสูงนี้เองจึงทำให้นาฬิกา Movado ได้เป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชั่นของพิพิธ- ภัณฑ์ต่างๆ กว่า 20 แห่งทั่วโลก และตลอดระยะนานนับศตวรรษที่ Movado ได้สร้างสรรค์ประดิษฐกรรมบนข้อมือ โดยนำเอารูปแบบอันสง่างามมาผสมผสานเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นาฬิกาในรุ่น Polyplan, Ermeto และ Kingmatic จึงกลายเป็นผลงานชิ้นพิเศษที่นักสะสมทั้งหลายทั่วโลกอยากจับจองเป็นเจ้าของ จวบจนปัจจุบันนี้ Movado ยังคงพัฒนาฝีมือและการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่นต่างๆ ต่อไปด้วยรูปแบบเรียบง่ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด และได้ขยายความมหัศจรรย์ของศิลปะการผลิตนาฬิกาด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Elliptica ในปี 2001 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิการุ่น Polyplan ซึ่งได้นำเอาศิลปะการออกแบบของตัวเรือนทรงโค้งและเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นาฬิการุ่น Elliptica มีการออกแบบตัวเรือนทรงโค้งด้วยรูปทรงคลาสสิกคล้ายเครื่องหมายคอมมา โดดเด่นด้วยการปรับตั้งเวลาของเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 12-นาฬิกา นับเป็นผลงาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและในขณะเดียวกันยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความนำสมัยในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาของ Movado ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ผลงานที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของนาฬิกา Movado ในคอลเลกชั่นต่างๆ ในด้านกลไกการทำงานภายในที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการออกแบบในสไตล์ที่ยังคงเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนั้นๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน เช่น ตำนานนาฬิกาคอลเลกชั่น Museum ซึ่งในปีนี้ยังคงมาอวดโฉมในรุ่น Museum Automatic เป็นการนำเอาความเรียบหรูของรูปทรงจากปี 1947 มาผสมผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างน่าชื่นชม และตามมาด้วยรุ่นMuseum Capelo ยกระดับความคลาสสิกของรุ่นนี้ด้วยการสร้างมิติให้กับตัวเรือนทรงกลม ออกแบบให้ตัวเรือนซ้อนกันถึง 3 ชั้นและคงความโดดเด่นบนหน้าปัดด้วยจุดกลมที่ 12-นาฬิกา นอกจากนั้นแล้วนาฬิกาในคอลเลกชั่นดังอย่างรุ่น Elliptica กลับมาสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์อีกครั้งด้วยรูปแบบใหม่กับความซับซ้อนของกลไกการทำงานที่มาเปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น คือนาฬิการุ่น Elliptica Minute Repeater โดดเด่นด้วยระบบตีระฆังบอกเวลาที่สามารถบอกเวลาด้วย 3 โทนเสียง นาฬิกาเรือนต่อมากับสมาชิกในตระกูลเดียวกันรุ่น Elliptica Reserve de Marche นาฬิกากลไกซับซ้อนที่แสดงฟังก์ชันพลังสำรองลานและไทม์โซนภายใต้ตัวเรือนเดียวกัน เป็นการแสดงถึงความเป็นหนึ่งด้านเทคโน- โลยีการผลิตอันยอดเยี่ยมได้อย่างน่าสนใจ ตบท้ายคอลเลกชั่นเด่นด้วยความแข็งแกร่งในแบบสปอร์ตของรุ่น Elliptica Chronograph กับความลงตัวของการทำงานระบบโครโนกราฟที่ควบคุมการทำงาน ด้วยปุ่มจับเวลาที่ตำแหน่ง 10 และ 2-นาฬิกาบนตัวเรือนทรงกลมสเตนเลส สตีล 

ไม่เพียงความสมบูรณ์แบบของนาฬิกาจากคอลเลกชั่นในอดีตเท่านั้น ยังมีนาฬิกาจากคอลเลกชั่น SE Denim Color ที่มาสร้าง สีสันให้กับแบรนด์อีกด้วย ซึ่งในปีนี้มากับสีใหม่ของสายผ้ายีนส์สีขาวเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีดำ หรือสายยีนส์สีดำเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาว เป็นลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความเท่ให้กับผู้สวมใส่ในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ปิดท้ายคอลเลกชั่นของปีนี้ด้วยนาฬิกาคลาสสิก รูปทรง แปลกตา ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนพิเศษที่กลับมาสร้างความแปลกใหม่อีกครั้งในรุ่น Semi Moon อวดโฉมความคลาสสิกจากปี 1914 ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเรือนรูปตัว D หน้าปัดสีงาช้างรับกับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลได้อย่าง กลมกลืน เด่นตั้งแต่สีสันตลอด ไปจนถึงคุณภาพภายใน แถม ยังไม่ทิ้งความงามอันเป็น อมตะของรูปแบบในอดีต เรียกได้ว่าสานต่อความสง่างามและความสมบูรณ์แบบของการทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ

ไหนๆก็อยากจะหา ความรู้เรื่อง ออกแบบเสื้อผ้า กันดีนัก เพราะ หากไม่เป็น เช่นนั้นไซ้ คงไม่มาอ่าน บทความเรื่องนี้ หลอก เลยขอเสนอ เรื่อง การออกแบบเสื้อผ้า ของ มาร์ก จาค็อบส์ ( Marc Jacobs ) จากสินค้าคังแบรนด์เนม เจ้า หลุยส์วิตตอง ( Louis Vuitton ) กันไปเป็นไง วันนี้
มาร์ก จาค็อบส์ นั้นเขามีความสามารถที่ ผู้เขียน babyBride บอกได้เลยว่า สุดยอดพิเศษ ด้วยสัมผัสแห่ง ความเข้าอกเข้าใจ พฤติกรรมผู้บริโภค และ เป็นนักคิดนอกกรอบ [ อ่านเรื่อง Transcendence ใน หลุยส์วิตตองกระเป๋า ลืมสูตร Maslows 2010 ] แห่งการออกแบบ โดยจิตใต้สำนึก ของความสามารถ ในการที่จะทำอะไร กันออกมาทั้งหมด คนทั่วๆไปจะต้องหามันมาสวมใส่ทั้งนั้น ไม่ว่า กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า อะไรก็ได้ที่ ผู้คนต้องการจะสวมใส่มัน รับรองขายดี ด้วยสติปัญญาของคนหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้
ในความเป็นจริง Marc Jacobs นั้นมิได้ทำเพียงสินค้ายี่ห้อ LV ( Louis Vuitton ) ที่คนไทยเรารู้จัก ของก็อปปี่กันไปทั่วบ้าน ทั่วเมือง หลายท่านควรจะต้องรู้ว่า เขายังมีแบรด์เนม ของแพงที่ดันขายดี ราคาก็ไม่ 199 บาท อยู่อีกหลายตัวเช่น Marc Jacobs และ Marc by Marc เป็นต้น ดังนั้น ในคลิป กระบวนการออกแบบสินค้าแบรนด์เนมวันนี้ babyBride ขอเสนอ ส่วน documentary ส่วนหนึ่งที่ นักออกแบบอย่างคุณ น่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ คือ การทำงานในนิวยอร์ค และ หลุยส์วิตตองของมาร์ค ซึ่งมันต่างกัน ฟ้ากับเหวเพียงไหน จะได้เตรียมใจ เป็นดีไซเนอร์กันตั้งแต่นี้ โดยมันมีหลายภาค มีเวลาก็ 6 ภาค หากจำไม่ผิด ดูไปเถอะเดี๋ยวเข้าใจ รูปแบบการทำงานนั้นคือแบบครอบครัวๆ และแบบเป็นระบบกันจริงๆ ที่ LV แล้วคุณคิดว่าอย่างไหน? มันเหมาะกับตัวเราและเราแฮปปี่ที่จะอยู่ตรงนั้นได้ แบบไหนไปได้นาน ไปได้ตลอด?

GUESS WATCHES ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นชั้นนำของโลก จัดจำหน่ายโดย Callanen International เมื่อปี 1984 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง คอนเนคติกัต ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตสินค้าแฟชั่นและจัดจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำระดับสากล ตราผลิตภัณฑ์ของ GUESS เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก จากการสำรวจประชามติ และการทำวิจัยของแบรนด์ในปี 2004 " GUESS" เป็นแบรนด์ที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกจากการเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตในอุตสาหกรรมสินค้าแฟชั่น จึงได้มีการผลิต GUESS WATCHES ขี้น

ดอนนา คาราน ทำงานขายเสื้อผ้าอยู่ถึง 4 ปี เธอก็ได้พบกับ มาร์ค คาราน (Mark Karan) จึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา ทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อว่า กาเบรียลล์ (Gabrielle) ตามชื่อของกาเบรียลล์ ชาแนล (Gabrielle Chanel) ดีไซเนอร์ชื่อดังที่เป้นความฝันของเธอ ปี ค.ศ.1968 ในที่สุดเธอก็ได้ข่าวดีเมื่องานออกแบบของเธอได้รับการตอบรับจากห้องเสื้อของ แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) แต่เพียงไม่กี่เดือน เธอก็ต้องเดินออกมาจาก แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) แต่เพียงไม่กี่เดือน เธอก็ต้องเดินออกมาจาก แอนน์ ไคลน์ (Anne Klein) เนื่องจากความดื้อรั้นหัวแข็งของเธอเอง ดอนนา คาราน ไปทำงานต่อกับ แพ็ตตี แคปปาลลี (Patti Cappalli) ผู้เป็นเจ้าของตราเสื้อผ้าชื่อ แอดเดนดา (Addenda) ซึ่งที่นี่ คาราน กล่าวว่าได้ให้อะไรกับเธอมากมายในการมอบประสบการณ์การทำงานในวงการเสื้อผ้าอย่างแท้จริงที่เธอไม่เคยได้จากที่ใดมาก่อน

กระทั่งในปี ค.ศ.1974 ที่ แอนน์ ไคลน์ ต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ดอนนา คาราน จึงสามารถมีโอกาสขึนมาโด่งดังได้อย่างแท้จริงเมื่อเธอกุมบังเหียนการออกแบบให้กับแอนน์ ไคลน์ โดยทำงานกับเพื่อนนักศึกษาเมื่อครั้งที่เรียนออกแบบที่พาร์สันด้วยกันที่มาอยู่ที่ แอนน์ ไคล์น นี้ด้วยอีกคนหนึ่ง คือ เดลล์ โอดิโอ (Dell Olio) จากการเข้ามาบริหารงานออกแบบของทั้งสอง แอนน์ ไคลน์ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ถึงแม้จะไม่มีเจ้าของตราสินค้าตัวจริงอยู่แล้วก็ตาม จนกระทั่งแอนน์ ไคลน์ สามารถคว้ายอดกำไรจากการขายได้อย่างงดงาม และเป็นตราสินค้าที่มีชื่อเสียงทางด้านชุดกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาตราหนึ่ง

ปี ค.ศ. 1983 ดอนนา คาราน แต่งงานใหม่กับนักประติมากรรมคนหนึ่งซึ่งอายุน้อยกว่าเธอ คือ สเตฟาน ไวสส์ (Stephan Weiss) หลังจากอย่าขาดจากสามี โดยที่เธอได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตรสาว แก็บบี ของเธอไว้ สเตฟาน ไวสส์ นั้นภายหลังมีส่วนอย่างมากในความช่วยเหลือด้านสร้างสรรค์ให้กับ ดอนนา คาราน และยังเข้ามาช่วยในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเธออีกด้วย

ดอนนา คาราน เป็นหัวหน้าดีไซเนอร์ที่ แอนน์ ไคลน์ อยู่อย่างยาวนานจนกระทั่งถึงปีค.ศ.1984 โดยสร้างชื่อเสียงเป็นดีไซเนอร์ที่มีรูปแบบการออกแบบที่เน้นในความอิสระและพลิ้วไหวในเสื้อผ้าของเธอ ในระหว่างที่อยู่กับ แอนน์ ไคลน์นั้น คาราน ก็ยังได้รับรางวัลจากษมาคมนักข่าวแฟชั่น โคตี อะวอร์ต (Coty American Fashion Critics Awards) รางวัลสำหรับดีไซเนอร์ยอดเยี่ยมในสหรัฐอเมริกาถึง 4 ครั้ง คือ ในปี ค.ศ.1977, ค.ศ.1981, ค.ศ.1984 และ ค.ศ.1985

ไม่เพียงแต่โคตรี อะวอร์ดเท่านั้นที่ คารานได้รับ คาราน ยังได้รับรางวัลจาก สถาบันผู้ออกแบบแฟชั่นแห่งอเมริกา (Council of Fashion Designers of America : CFDA) รางวัลดีไซเนอร์แห่งปีถึง 4ครั้ง ด้วยเช่นกัน คือ ในปีค.ศ.1985, ค.ศ.1986, ค.ศ.1990 และค.ศ.1992 กระทั่งในปี ค.ศ.1985 คารานจึงตัดสินใจวางมือจาก แอนน์ ไคลน์ออกมาก่อตั้งกิจการของตนเองบ้าง คารานให้ชื่อตราสินค้าของเธอว่า ดอนนา คาราน นิวยอร์ก (Donna Karan New York :DKNY)

Hugo Boss เริ่มการธุรกิจขายเสื้อผ้า ตั้งแต่ปี 1924 ที่ Metzingen แต่เนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องล้มละลาย ต่อมาในปี 1931 เขาได้เริ่มต้นใหม่ด้วยเครื่องจักรเย็บผ้าเพียง 6 เครื่อง ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 38,260 RM ในปี 1932 จนมากถึง 3,300,000 ในปี 1941 สาเหตุเนื่องด้วยมาจาก Hugo เป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าให้กับทางนาซีในปี 1934 และ 1935 เพื่อให้ได้กำลังผลิตปริมาณมาก Hugo ได้ใช้นักโทษ 40 คนและคนพื้นเมืองอีก 150 คนร่วมกันเพื่อผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของกองทัพ

ปี 1946 เนื่องจากการสนับสนุนให้กับกองทัพนาซี Hugo ถูกปรับเงินจำนวนมากถึง 100,000 marks ต่อมา Hugo เสียชีวิตในปี 1948 แต่ธุรกิจของเขายังคงดำเนินต่อ

ปัจจุบัน HUGO BOSS มี 2 แบรนด์หลัก คือ HUGO และ BOSS
  • Boss Black. Menswear (1970), womenswear (2000). Modern classic clothing which is more widely distributed than other lines, and has the broadest product range.
  • Boss Orange. Menswear (1999), womenswear (2005). Originally quirky styling, with bohemian influences, this line was relaunched in 2010 as denim based casual wear.
  • Boss Selection. Menswear (2003). Higher priced clothing aimed at a more mature market, with emphasis on English tailoring styles.
  • Boss Green. Menswear (2003), womenswear (2010). Previously known as Boss Sport, was relaunched in 2003 as a golf-style active wear collection.
  • Hugo. Menswear (1993), womenswear (1998). Fashion forward styling, with a more European look, and sometimes androgynous models.

แล้วเดี๋ยวจะมาอัพเดตเพิ่มเติมให้นะค่ะ

1.เทียบกับเว็บไซต์เจ้าของแบรนด์

วิธีง่ายที่สุดเพื่อทำการฝึกดูว่าของแท้กับของปลอมต่างกันอย่างไร (ไม่ว่าจะ luxury brand ไหนก็ตาม) รวมถึงกระเป็น coach ด้วยค่ะที่ใช้ประจำคือเข้าไปดูตาม Website ต่างๆของผู้ผลิตเพื่อดูว่าหน้าตาสินค้าตามปกติมีลักษณะอย่างไร และใช้เทียบกระเป๋าที่สนใจในเว็บที่กำลังจะซื้อ(หรือซื้อมาแล้ว) หากสินค้าไม่มีในหน้าเว็บไซต์ ก็ลองใช้ Google (อีกแล้ว) ค้นหาตามรหัสสินค้าดู จะพบรูปมากมายค่ะ

2.สังเกตจากตัว C ค่ะ

ตัว C ต้องเริ่มจากตรงกลาง รอยตะเข็บต้องเท่ากัน
ตัว “C” ซึ่งเป็น Signature ของ Coach ต้องโค้งงอสวยงาม (ยกเว้นรุ่นใหม่ ๆ เช่น “optic” และ “Scarf print”) และตัว C ที่หันหน้าเข้าหากันต้องชิดกัน เวลาดูจากด้านหน้าต้องเห็นตัว CC เริ่มเรียงจากตรงกลางไปที่ขอบของกระเป๋า ดังนั้นตรงกลางต้องเห็น CC เรียงเป็นระเบียบที่สุด นอกจากนี้ลายเส้นรูปแบบต้องเป็นแนวเดียวกันทั้งด้านหน้า และด้านหลัง

ตะเข็บกลางต้องตั้งตรงผ่านตัว CC (C ตัวที่สองต้องหันหน้าเข้าหา C ตัวแรก) pattern ต้องเป็นไปในแนวเดียวกันทั้ง แนวตั้ง และ แนวนอน รวมไปถึงกระเป๋าด้านหน้าหนือหลัง ถ้ามี ควรจะมีเส้นที่ตรงกัน และความยาวเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นลายผ้าควรจะต้องดูแล้วต่อเนื่องกันทั้งกระเป๋า (แต่ก็อาจมีหลุดบ้างในบางใบ ควรเช็คที่เว็บไชต์ coach หรือไปมองๆที่ร้าน แล้วลองเปรียบเทียบลายผ้า)

ของแท้


ของปลอม


นอกจากนี้ ต้องระวังให้ดีเรื่องตัว “C” ของปลอมบางใบตัว “C” เหมือนตัว “G” ทำให้พาลนึกไปถึง Brand Gucci ด้วยซ้ำ อันนี้จะเป็นของปลอมเกรดที่ Super โหลมากๆ แบบเจ้าของโรงงานไม่รู้จัก Brand Coach ด้วยซ้ำ ต้องระวังให้ดี โดนเพื่อนล้อตายเลย

3.ถุงกันฝุ่น

เฉพาะรุ่น Limited หรือรุ่นราคาสูงค่ะ รุ่นปกติจะไม่มีถุงผ้ามา
ถุงกันฝุ่น Coach ที่ปุ๊กกี๊พบตอนนี้จะเป็นสีครีมหรือขาว ส่วนใหญ่จะเป็นสีครีมค่ะ ด้านขวาล่างถุงจะมีรูปรถม้า คำว่า COACH LEATHERWARE และ EST. 1941 ค่ะ และเวลาส่องกับแสงแดดจะไม่มีแสงลอดผ่านค่ะ ส่วนถ้าเป็นเข็มขัดจะได้เป็นถุุงผ้าบางๆสีขาว แสงลอดผ่านได้ค่ะ

ของแท้


ของปลอม


4.Serial Number สำหรับกระเป๋า Coach ใบใหญ่

โดยทั่วไป Coach จะมี serial number ข้างใน เป็น tag สี่เหลี่ยมที่ทำจากหนัง เย็บติดกับผ้าซับในกระเป๋าแล้ว stamp ลงไปชัดเจน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางรุ่น (เล็ก ๆ ) ของ Coach เช่น “clutch”,”the swingpack” และ “mini” จะไม่มี SN ส่วน Coach Outlet จะมี F นำหน้าค่ะ


ปกติ SN จะประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรต่อกัน แต่ของปลอมก็มี SN เหมือนกัน จุดสังเกตคือตัวเลข SN ต้องขึ้นต้นด้วย No (ย่อมาจาก Number)

ของแท้



ของปลอม



5.Tag พวงกุญแจ Coach

ในส่วนของพวงกุญแจหนัง ตัวอักษร COACH จะเป็นตัวนูนไม่ใช่บุ๋มลงไป ถ้าตัว Coach บุ๋มลงไปเป็นของปลอม
จากรูปจะเห็นว่าเด่นชัด อีกจุดสังเหตจากการตัดเย็บที่ละเอียด รอยเย็บเป็นเส้นตรง


ของแท้

ของปลอม


บางใบอาจจะเห็นว่ามีสัญลักษณ์ กลมๆ หรือ กากบาทตรงแผ่นหนัง ตรงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าขายใน Outlet หรือขายใน Factory

6.Coach made in อะไร?

Coach : made in Costa Rica
Coach : made in Puerto Rico
Coach : made in Dominican Republic
Coach : made in India
Coach : made in China. ==> จะเยอะที่สุด

*ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากพันทาวน์